
กรุงเทพฯ 30 กันยายน 2569 – สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้ารับบทบาทใหม่ในการตรวจสอบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียน “บัญชีนวัตกรรมไทย” ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569เพื่อยกระดับ “บัญชีนวัตกรรมไทย” ให้เป็นกลไกสำคัญของระบบนิเวศนวัตกรรมไทยที่มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใสและวัดผลได้ มุ่งยกระดับกระบวนการคัดกรองและตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมให้สอดคล้องกับบริบทของเทคโนโลยี ตลาด และการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น เพื่อให้บัญชีนวัตกรรมไทยไม่จำกัดอยู่เพียงการเป็นช่องทางสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ แต่ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมต่อจากงานวิจัยและการพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยนำนวัตกรรมเข้าสู่การใช้งานจริงสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างการยอมรับในตลาด และต่อยอดจากตลาดภาครัฐสู่ตลาดเอกชน ทั้งตลาดธุรกิจและตลาดผู้บริโภค รวมถึงสร้างโอกาสการขยายธุรกิจสู่ตลาดที่กว้างขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า บัญชีนวัตกรรมไทย
เป็นมาตรการส่งเสริมนวัตกรรมไทยและผลักดันการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ โดยมีภาครัฐเป็นตลาดเริ่มต้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมได้เข้าสู่การใช้งานจริง ขณะเดียวกันยังช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนานวัตกรรมที่สามารถสร้างและเพิ่มมูลค่าได้สูงกว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการแบบดั้งเดิม ซึ่งจะมีส่วนช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพาแรงงานและทรัพยากรไปสู่ธุรกิจฐานนวัตกรรม

ดร. กริชผกา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ 26 พฤษภาคม 2569 มอบหมาย อว.
โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เป็นหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย และให้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สนับสนุนการปฏิบัติงานเชิงเทคนิค ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ดังนั้น NIA จึงทบทวนและปรับแนวทางการดำเนินงานให้สอดรับกับบริบทของเทคโนโลยี ตลาด และระบบนิเวศนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปโดยเป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ในบัญชี แต่ต้องทำให้บัญชีนวัตกรรมไทยสามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้ประกอบการ ภาครัฐ และระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการทำให้นวัตกรรมของไทยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ เติบโต และแข่งขันได้ในตลาดจริง


หนึ่งในประเด็นสำคัญที่มีการปรับ คือ กรอบระยะเวลาการให้สิทธิในบัญชีนวัตกรรมไทยจากเดิม 8 ปี เป็น5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของเทคโนโลยีและตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อครบกำหนดผู้ประกอบการสามารถยื่นขอต่ออายุการขึ้นบัญชีได้อีกไม่เกิน 3 ปี ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์หรือบริการดังกล่าวยังมีคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคม มีระดับความเป็นนวัตกรรมสูง มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาด และอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้บัญชีนวัตกรรมไทยสามารถสะท้อนสถานะและความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์และบริการในแต่ละช่วงเวลาได้มากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้มีการทบทวนผลิตภัณฑ์และบริการในบัญชีให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาด

นอกจากการปรับกรอบระยะเวลาแล้ว NIA ตั้งเป้ายกระดับบัญชีนวัตกรรมไทยให้เป็น “กลไกที่น่าเชื่อถือ โปร่งใส วัดผลได้ และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่านวัตกรรม” โดยไม่จำกัดบทบาทอยู่เพียงการเป็นบัญชีรายชื่อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ทั้งนี้ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ การสร้างความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสของระบบ โดยจะมีการพิจารณาการคงอยู่ของผลิตภัณฑ์บางรายการในบัญชี หากพบว่ามีคุณลักษณะที่อาจไม่สอดคล้องกับการเป็นสินค้านวัตกรรม เช่น มีผู้ผลิตจำนวนมากในท้องตลาดหรือเทคโนโลยีดังกล่าวแพร่หลายแล้ว เพื่อให้บัญชีนวัตกรรมไทยสามารถสะท้อนผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความเป็นนวัตกรรมอย่างแท้จริง และลดความเสี่ยงจากการผูกขาด ขณะเดียวกัน อีกทิศทางสำคัญคือ การขยายบทบาทจากเดิมที่ภาครัฐเป็นตลาดเริ่มต้นของนวัตกรรมไทยไปสู่การสร้างการยอมรับในตลาดเอกชน ทั้งตลาดธุรกิจ (B2B) และตลาดผู้บริโภค (B2C) เนื่องจากเป้าหมายของบัญชีนวัตกรรมไทย คือการผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
ดังนั้น ผลิตภัณฑ์และบริการที่ผ่านการขึ้นบัญชีซึ่งมีภาครัฐเป็นตลาดแรก สามารถต่อยอด สร้างการยอมรับ และเติบโตในตลาดเอกชนได้ในระยะต่อไป

สำหรับการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยนั้น ผู้ประกอบการจะต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่
จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ของทุนจดทะเบียน หรือในกรณีหน่วยงานภาครัฐ จะต้องมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรม ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์และบริการที่ขอขึ้นทะเบียนจะต้องผ่านหลักเกณฑ์สำคัญ 6 มิติ ได้แก่
1) สร้างในไทย: มีฐานการวิจัยหรือพัฒนาในประเทศไทย หรือได้รับการถ่ายทอดหรือร่วมวิจัยโดยมีนักวิจัยหรือนิติบุคคลไทยมีส่วนร่วม รวมถึงผู้ขอขึ้นทะเบียนต้องมีสิทธิในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาหรือผลงานวิจัยและพัฒนาเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ และต้องผ่านการตรวจสอบสถานะสิทธิบัตรเพื่อยืนยันว่าไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น 2) ใหม่จริง: มีความใหม่และแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาต่อยอด หรือการพัฒนาแบบก้าวกระโดด ต้องสามารถแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้ดีกว่าเทคโนโลยีเดิม 3) ดีและปลอดภัย: ผ่านการทดสอบคุณภาพและความปลอดภัยจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ 4) มีตลาด: มีศักยภาพการขยายตลาดและการเติบโตเชิงพาณิชย์ 5) ส่งมอบได้: มีความพร้อมด้านการผลิต การส่งมอบ และการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่องในเชิงพาณิชย์ และ 6) สร้างผลกระทบ: มีการใช้วัตถุดิบ หรือ ชิ้นส่วน หรือ ทรัพยากรการผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทย

“NIA จะเปิดรับคำขอขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทยผ่านเว็บไซต์ https://nid.nia.or.th/ ตั้งแต่วันที่
1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยมีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน การกลั่นกรองและประเมินคุณสมบัติการเป็นนวัตกรรมไทย ไปจนถึงการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการ หลังจากได้รับการอนุมัติแล้ว ผลงานจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบราคาโดยสำนักงบประมาณ ก่อนที่จะมีการประกาศขึ้นทะเบียนในบัญชีนวัตกรรมไทยต่อไป

ทั้งนี้ การยกระดับบัญชีนวัตกรรมไทยครั้งนี้จะเป็นการเชื่อมต่อหลายภาคส่วนของระบบนิเวศนวัตกรรมเข้าด้วยกัน ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างตลาด ไปจนถึงการขยายธุรกิจ เพื่อให้บัญชีนวัตกรรมไทยไม่ได้เป็นเพียงช่องทางในการเข้าสู่ตลาดภาครัฐ แต่เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างความน่าเชื่อถือ ขยายตลาด และต่อยอดธุรกิจไปสู่ตลาดเอกชนและตลาดต่างประเทศได้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้บัญชีนวัตกรรมไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่าที่ช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนวัตกรรมของประเทศ” ดร. กริชผกา กล่าวสรุป
###

