NIA เผยผลการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก 2026 ไทยคว้าอันดับ 44 พร้อมย้ำ เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของประเทศภายใต้บริบทภารกิจใหม่

แผนภูมิแสดงความสามารถในการจัดอันดับนวัตกรรมโลกของประเทศไทย ระยะเวลาปี 2020-2026 แสดงอันดับที่ 44 และคะแนน 37.6

กรุงเทพฯ 30 กันยายน 2569 – สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวง
การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยผลการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก ปี 2026 ภายใต้แนวคิด “Powering Entrepreneurs at the Frontier of Science – การขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่พรมแดนวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า” ซึ่งจะเห็นได้ว่า “นวัตกรรม” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการคิดค้นสิ่งใหม่ แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนความรู้ให้เป็นมูลค่าที่กำหนดความสามารถของประเทศในการสร้างผลิตภาพ โอกาสทางเศรษฐกิจ และการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า โดยปีนี้ ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 44 ขยับขึ้น 1 อันดับจากปีที่แล้ว

แผนภูมิแสดงอันดับ 10 ประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมดีที่สุดในโลกปี 2026 โดยประเทศสวิตเซอร์แลนด์อยู่ในอันดับที่ 1 และประเทศไทยอยู่ที่ 44
บุคคลกำลังนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ 10 ประเทศที่มีนวัตกรรมดีที่สุดในโลก ปี 2025 พร้อมกราฟและสถิติที่แสดงอันดับของแต่ละประเทศ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า การจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก ปี 2026 หรือ GII 2026 ภายใต้แนวคิด ‘การขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่พรมแดนวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า’ จัดขึ้นโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ‘นวัตกรรม’ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการคิดค้นสิ่งใหม่ แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนความรู้ให้เป็นมูลค่า ในโลกที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ ‘นวัตกรรม’ จึงเป็นหนึ่งในกลไกที่กำหนดความสามารถของประเทศ ในการสร้างผลิตภาพ โอกาสทางเศรษฐกิจ และการเติบโตในระยะยาว ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ เทคโนโลยีอวกาศ วัสดุขั้นสูง และพลังงานสะอาด ที่กำลังขับเคลื่อนเปิดโอกาสให้เกิดอุตสาหกรรมและรูปแบบธุรกิจใหม่ โดยการจัดอันดับในปีนี้ มีตัวชี้วัดทั้งสิ้น 79 ตัวชี้วัด แบ่งเป็นดัชนีย่อย 2 ด้าน คือ 1) ดัชนีย่อยปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม (Innovation input sub-index) 5 ปัจจัย ได้แก่ ด้านสถาบัน ด้านทุนมนุษย์และการวิจัย ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านระบบตลาด และด้านระบบธุรกิจ และ 2) ดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม (Innovation output sub-index) 2 ปัจจัย ได้แก่ ผลผลิตจากองค์ความรู้และเทคโนโลยี และผลผลิตจากความคิดสร้างสรรค์ โดยจะคำนวณ
จากค่าเฉลี่ยของดัชนีย่อยปัจจัยเข้าทางนวัตกรรมและดัชนีย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม

แผนภูมิแสดงอันดับด้านนวัตกรรมของประเทศไทยในช่วงปี 2021 ถึง 2026 โดยมีตัวเลขแสดงอันดับในแต่ละปีและหมวดหมู่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม
กราฟเปรียบเทียบอันดับด้านนวัตกรรมของประเทศไทยในกลุ่มประเทศอาเซียน ปี 2026 แสดงอันดับและคะแนนของแต่ละประเทศ

ดร. กริชผกา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับรายงานผลการจัดอันดับ GII 2026 สวิตเซอร์แลนด์ยังคงครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 16 โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 44 จาก 139 ประเทศเศรษฐกิจทั่วโลก ขยับขึ้นหนึ่งอันดับจากปีที่แล้ว และเป็นอันดับ 3 ในประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง (ทั้งหมด 35) อันดับ 10 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออก และโอเชียเนียเช่นเดิม (ทั้งหมด 17) และ อันดับ 4 เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน โดยสิงคโปร์อยู่อันดับ 5 มาเลเซีย อันดับ 34 เวียดนาม อันดับ 43 ไทย อันดับ 44 ฟิลิปปินส์ อันดับ 52 และอินโดนีเซีย อันดับ 55 โดยปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม (Innovation input sub-index) อันดับ 46 คงเดิมเช่นเดียวกับปีก่อนหน้า และปัจจัยย่อยผลผลิตทางนวัตกรรม ขยับเพิ่มขึ้น 2 อันดับ เป็นอันดับ 41 สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยสามารถเปลี่ยนแปลงทรัพยากร ปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรม และการลงทุนด้านนวัตกรรมให้เกิดผลผลิตได้ในระดับหนึ่ง และยังคงมีศักยภาพในการสร้างผลลัพธ์จากฐานการลงทุนที่มีอยู่

ผู้พูดนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับนวัตกรรมในงานสัมมนา โดยมีกราฟข้อมูลแสดงผลการจัดอันดับของประเทศไทยในดัชนีนวัตกรรมโลก
กราฟเปรียบเทียบปัจจัยนำเข้ากับผลลัพธ์ด้านนวัตกรรมของประเทศไทยในปี 2026 ประกอบด้วยคะแนนจาก Input Innovation และ Output Innovation.

“จากภาพรวมรายงานผลการจัดอันดับ GII 2026 ของประเทศไทย พบว่าปัจจัยด้านระบบตลาด (Market Sophistication) คงที่อันดับ 27 และ ปัจจัยด้านระบบธุรกิจ (Business Sophistication) ขยับจากอันดับ 42 เป็นอันดับ 41 ยังคงเป็นจุดแข็งของประเทศไทย โดยมี ผลผลิตด้านความรู้และเทคโนโลยี (Knowledge and Technology Outputs) เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของปีนี้ ขึ้นจากอันดับ 44 เป็นอันดับ 38 โดยเกือบทุกปัจจัยย่อยมีการขยับสูงขึ้น อาทิ กลุ่มปัจจัยย่อยการสร้างความรู้ (Knowledge Creation) ขยับจากอันดับ 48 เป็นอันดับ 35 กลุ่มปัจจัยย่อยผลกระทบของความรู้ (Knowledge Impact) ดีขึ้นจากอันดับ 56 เป็นอันดับ 47 เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผลผลิตเชิงสร้างสรรค์ (Creative Outputs) มีอันดับปรับลดลงจากอันดับ 39 เป็นอันดับ 44 โดยมีปัจจัยด้านสถาบัน (Institutions) ลดลงจากอันดับ 76 เป็นอันดับ 80 เป็นปัจจัยที่ยังมีคะแนนอยู่ในระดับที่ไม่สูง”

กราฟิกแสดงแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการไทย โดยแบ่งเป็น 5 หมวดหมู่ ได้แก่ ภาคเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง, โอกาสการจับคู่, การเข้าถึงนักลงทุน, การร่วมมือข้ามพรมแดน และการตรวจสอบจากองค์กร
ผู้บรรยายยืนพูดในงานสัมมนา มีจอแสดงข้อมูลเกี่ยวกับภาคเทคโนโลยีและโอกาสในการลงทุน

ทั้งนี้ NIA ยังคงมุ่งมั่นเร่งขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของประเทศในระยะต่อไป ด้วยการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในระดับสากล ผ่านกลไก 5 ด้านที่เชื่อมต่อกัน ได้แก่ การมุ่งเป้าสาขาเทคโนโลยีศักยภาพสูง ที่มีความต้องการในตลาดโลก การเชื่อมโอกาส ให้ผู้ประกอบการเข้าถึงพื้นที่ทดสอบ เครื่องมือ และการทดลองใช้งานจริง การเชื่อมต่อแหล่งทุน ทั้ง VC, CVC และนักลงทุนระดับโลก ความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อขยายพันธมิตรและตลาดต่างประเทศ และการรับรองโดยภาคธุรกิจ ที่ให้ผู้ประกอบการทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่เพื่อขยายผลโซลูชัน

ภาพแสดงหัวข้อ "ภาคเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูง" ประกอบด้วยห้าหมวดหมู่ ได้แก่ เกษตรกรรมและอาหาร, สุขภาพและความเป็นอยู่, สิ่งแวดล้อมพลังงานและ EV, ปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์, และวัฒนธรรมสร้างสรรค์

รวมถึงกลไกการสนับสนุนภายใต้บทบาทใหม่ NIA Venture ที่ปรับเพิ่มจาก “ผู้ให้ทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างด้านเงินทุนโดยตรง ใน 3 รูปแบบ ได้แก่ Corporate Co-funding ร่วมสนับสนุนสตาร์ตอัป และเอสเอ็มอี ระยะ Seed ถึง Series A หรือมีรายได้ 0.5–20 ล้านบาท ร่วมกับนักลงทุนที่ผ่านการรับรองจาก NIA PE Trust ร่วมลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ในระยะ Series A ถึง Pre-IPO หรือมีรายได้ 20–100 ล้านบาท เพื่อเชื่อมสู่ตลาดทุน และ Holding Company ร่วมลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านบริษัทโฮลดิ้งของสถาบันการศึกษาหรือภาคเอกชน หรือผ่านกองทุนของกองทุน (Fund of Funds) ครอบคลุมธุรกิจเป้าหมาย 5 สาขา ได้แก่ เกษตรและอาหาร สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เศรษฐกิจหมุนเวียน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังมี บัญชีนวัตกรรมไทย ซึ่งจะเป็นกลไกการตลาดที่สำคัญในการสร้างอุปสงค์ โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ผ่านการรับรองได้ ภาครัฐจึงทำหน้าที่เป็นลูกค้ารายแรกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีรายได้ มีการใช้งานจริง และมีหลักฐานความน่าเชื่อถือสำหรับการขยายตลาด

###

Leave a Reply