
มหาวิทยาลัยรังสิตเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การเป็นมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพ และได้รับการยอมรับในระดับสากล ยกระดับความเป็นเลิศทางวิชาการ งานวิจัย คุณภาพบัณฑิต และความร่วมมือระหว่างประเทศ สร้างหมุดหมายสำคัญด้วยการได้รับการจัดอันดับใน Times Higher Education World University Rankings 2027 เป็นครั้งแรก และเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนไทยเพียงแห่งเดียวที่ได้รับการจัดอันดับเป็นปีแรก สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาคุณภาพและขยายการยอมรับสู่เวทีการศึกษาระดับโลก

ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต แสดงวิสัยทัศน์ในงานประชุมสัมมนาแนวทางการขับเคลื่อน QS World University Rankings ของมหาวิทยาลัยรังสิต ว่า “ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมือของคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักวิจัย นักศึกษาศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยทุกคน ซึ่งร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม จากการได้รับการจัดอันดับจากสถาบันระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง อาทิ Webometrics Ranking และ EduRank เป็นต้น การยกระดับมหาวิทยาลัยสู่มาตรฐานระดับโลกเราไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเพิ่มอันดับในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพในทุกมิติ เพื่อสร้างจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรังสิต และเสริมสร้างความเชื่อมั่นจากแวดวงวิชาการ ภาคธุรกิจ นายจ้าง และสถาบันการศึกษาทั่วโลก
ยกระดับชื่อเสียงทางวิชาการ มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านการวิจัยระดับโลก

ดร.อาทิตย์ มองว่าการยกระดับชื่อเสียงทางวิชาการ และความเป็นเลิศด้านการวิจัยเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของมหาวิทยาลัยรังสิต โดยผลการจัดอันดับ Times Higher Education World University Rankings 2027 ระบุว่ามหาวิทยาลัยอยู่ในอันดับที่ 16 ของประเทศไทยในด้านคุณภาพงานวิจัย และอันดับ 20 ด้านความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม อันดับ 21 ด้านความเป็นนานาชาติ ด้านการเรียนการสอน และด้านสภาพแวดล้อมการวิจัย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการต่อยอดศักยภาพของคณาจารย์ นักวิจัยไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ และผลงานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิตมุ่งสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยคุณภาพสูง การเพิ่มการอ้างอิงผลงานทางวิชาการ และการขยายความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อสร้างผลงานวิจัยร่วมที่มีคุณภาพ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างชื่อเสียงทางวิชาการและความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการผลักดันงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้กับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และสังคม เพื่อพัฒนานวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสามารถนำองค์ความรู้ไปสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและประเทศ
พลิกโฉมการเรียนรู้ สร้างบัณฑิตที่โดดเด่นและได้รับความเชื่อมั่นจากนายจ้าง

อีกหนึ่งทิศทางที่ ดร.อาทิตย์ วางแนวทางสำคัญ คือ “เราต้องเร่งยกระดับคุณภาพบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน โดยเฉพาะในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในทุกสาขาอาชีพ มหาวิทยาลัยรังสิตจึงทบทวนและพัฒนาหลักสูตรอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านเนื้อหา วิธีการจัดการเรียนรู้ และการพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นต่ออนาคต เพื่อให้บัณฑิตมีความรู้ ทักษะเฉพาะทาง ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการปรับตัว พร้อมแข่งขันในระดับสากล แนวทางดังกล่าวสะท้อนผ่านการผลักดันการจัดตั้งสถาบันโดรนและอากาศยานไร้คนขับ เพื่อรองรับโอกาสใหม่ในภาคการเกษตร การขนส่ง และโลจิสติกส์ โดยมุ่งพัฒนาบุคลากรที่ไม่เพียงมีทักษะในการใช้เทคโนโลยี แต่ยังสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาต่อยอดสู่การประกอบอาชีพ และสร้างโอกาสทางธุรกิจได้จริง ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับประสบการณ์ทำงานจริง ผ่านความร่วมมือกับภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และองค์กรวิชาชีพทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการขยายรูปแบบสหกิจศึกษาและการเรียนรู้จากการทำงานจริงภายใต้แนวทาง “เรียน 3 ปี + ทำงานจริง 1 ปี” เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะวิชาชีพและสร้างความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน”


ปัจจุบันมีหลายหลักสูตรของมหาวิทยาลัยเริ่มดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว อาทิ วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี ซึ่งมีความร่วมมือกับองค์กรและบริษัทชั้นนำ เช่น True, MFEC และ บลจ.ธนาคารกรุงเทพ พร้อมวางแผนขยายความร่วมมือไปยังประเทศเยอรมนี สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มีความร่วมมือกับบริษัท Betsukawa Corporation ประเทศญี่ปุ่น และมีแผนขยายเครือข่ายความร่วมมือไปยังบริษัทอื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่นเพิ่มเติม วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตรและเทคโนโลยีอาหารยังได้พัฒนาความร่วมมือสหกรณ์การเกษตรเมืองสึกิงาตะ (JA สึกิงาตะ) และเทศบาลเมืองสึกิงาตะ (Tsukigata Town) ประเทศญี่ปุ่น วิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์ ร่วมมือกับ Kyushu ที่เปิดโอกาสในการเรียนรู้จากบริบทการทำงานจริงและเสริมสร้างประสบการณ์วิชาชีพในระดับนานาชาติ อีกหนึ่งตัวอย่างของการบูรณาการการศึกษาเข้ากับการทำงานคือแนวทางของวิทยาลัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ ซึ่งมีแนวคิดต่อยอดความร่วมมือกับ R.H. และมหาวิทยาลัยรังสิต ผ่านการจัดตั้งบริษัท Advanced Medical Engineering Co., Ltd. (AME) เพื่อพัฒนาธุรกิจบริการวิศวกรรมการแพทย์แบบครบวงจร เชื่อมโยงกับโรงพยาบาล Arthit International Hospital : AIH สร้างบุคลากรที่มีศักยภาพระดับนานาชาติ เพื่อจัดระบบฝึกประสบการณ์วิชาชีพและต่อยอดโอกาสการเรียนรู้และการทำงานในต่างประเทศ

การพัฒนาหลักสูตรในลักษณะนี้ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับประสบการณ์จริง พร้อมสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว ทั้งในด้านการผลิตบัณฑิต การพัฒนาทักษะวิชาชีพ และการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงาน นอกเหนือจากการพัฒนาหลักสูตรและประสบการณ์ทำงาน มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการติดตามผลลัพธ์ของบัณฑิตและรับฟังความคิดเห็นจากนายจ้าง เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผลลัพธ์ของบัณฑิต (Graduate Outcomes) และชื่อเสียงในมุมมองของนายจ้าง (Employer Reputation) เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนคุณภาพการศึกษาและความเชื่อมั่นที่มีต่อมหาวิทยาลัย โดยความสำเร็จในการทำงานของบัณฑิตจะช่วยเสริมสร้างชื่อเสียงและการยอมรับต่อมหาวิทยาลัยรังสิตในระดับสากล
เสริมสร้างความเป็นนานาชาติ เชื่อมโยงเครือข่ายสู่เวทีโลก


ด้านความเป็นนานาชาติ ดร.อาทิตย์ ตั้งหมุดหมายของมหาวิทยาลัยรังสิต ว่า “เราจะมุ่งต่อยอดศักยภาพที่มีอยู่ทั้งด้านคณาจารย์และนักศึกษาต่างชาติ ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างประเทศ และการเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมผ่านการจัดการศึกษา การวิจัย การแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากร ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับพันธมิตรนานาชาติ การขับเคลื่อนความเป็นนานาชาติในระยะต่อไปจึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนความร่วมมือจากการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) หรือการศึกษาดูงาน ไปสู่การดำเนินโครงการที่มีความต่อเนื่องและสามารถประเมินผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจน โดยมุ่งสร้างประโยชน์ต่อผู้เรียน บุคลากร งานวิจัย และคุณภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือโครงการสหกิจศึกษาญี่ปุ่น 3+1 ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เชื่อมโยงการเรียนในมหาวิทยาลัยกับการทำงานและการใช้ชีวิตจริงในประเทศญี่ปุ่น ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ฮอกไกโดทางตอนเหนือไปจนถึงคิวชูทางตอนใต้ ขณะเดียวกันวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ยังได้ร่วมมือกับบริษัท Nittaru Co.,Ltd. ประเทศญี่ปุ่น เปิดโอกาสให้นักศึกษาสาขาวิศวกรรมโยธาได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ทำงานจริง ความร่วมมือกับ Elegant Power Electronics Applied Research Laboratory (EPEARL) ของ National Tsing Hua University (NTHU) ไต้หวัน เพื่อให้นักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมและเรียนรู้จากห้องปฏิบัติการวิจัยระดับนานาชาติ ตลอดจนความร่วมมือด้านวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์กับ LungHwa University of Science & Technology ไต้หวัน ซึ่งเป็นอีกช่องทางสำคัญในการเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า พัฒนาทักษะเฉพาะทาง เตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

นอกจากนี้ วิทยาลัยศิลปศาสตร์ได้พัฒนาความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ผ่านบันทึกข้อตกลง MOU และ MOA ครอบคลุมประเทศเวียดนาม จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้ โดยมีกิจกรรมทั้งการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนนักศึกษา การฝึกงานและการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในต่างประเทศ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนคณาจารย์ ซึ่งช่วยขยายเครือข่าย ส่งเสริมความเข้าใจข้ามวัฒนธรรม และเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ร่วมกับเครือข่ายนานาชาติ จากรากฐานความร่วมมือดังกล่าว มหาวิทยาลัยมุ่งขยายการดำเนินงานไปสู่การพัฒนาหลักสูตรร่วมกับสถาบันพันธมิตร โดยส่งเสริมให้วิทยาลัยและคณะต่าง ๆ มีบทบาทเชิงรุกในการริเริ่มความร่วมมือที่สอดคล้องกับจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแต่ละศาสตร์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของมหาวิทยาลัย เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไปคือการผลักดันมหาวิทยาลัยรังสิตสู่การเป็นศูนย์กลางความร่วมมือทางวิชาการ การวิจัย และนวัตกรรมระดับนานาชาติ ที่ไม่เพียงเชื่อมโยงกับสถาบันชั้นนำทั่วโลก แต่ยังสามารถร่วมสร้างองค์ความรู้ ผลงาน และนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
ขับเคลื่อนด้วยพลังความร่วมมือ มุ่งสร้างคุณค่าให้สังคมและประเทศ

ท้ายสุด ดร.อาทิตย์ ทิ้งท้ายว่า “การยกระดับมหาวิทยาลัยรังสิตสู่มาตรฐานระดับโลกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยการผสานองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายเข้าด้วยกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและสร้างพลังขับเคลื่อนร่วมกัน เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยให้มีคุณภาพและมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล นอกจากความเป็นเลิศทางวิชาการแล้ว มหาวิทยาลัยมุ่งเน้นบทบาทในการนำองค์ความรู้ไปใช้แก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะด้านรัฐประศาสนศาสตร์และศาสตร์ของพระราชาซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน การพัฒนาระบบบริหารภาครัฐ และการเสริมสร้างธรรมาภิบาล เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ในส่วนนี้ มหาวิทยาลัยยังมีแผนต่อยอดความร่วมมือทางวิชาการ โดยมีศาสตราจารย์ ดร.นครินทร์ นาคไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแนวทางด้านรัฐประศาสนศาสตร์และการปฏิรูประบบราชการ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้และแนวทางการบริหารภาครัฐที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ”

ทิศทางการพัฒนาดังกล่าวสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยรังสิตในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศชาติ โดยความสำเร็จของมหาวิทยาลัยไม่ได้วัดจากอันดับหรือชื่อเสียงเพียงอย่างเดียว แต่ยังครอบคลุมถึงคุณภาพของบัณฑิต ผลกระทบของงานวิจัย การสร้างนวัตกรรม และความสามารถในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยรังสิตในระยะยาว ที่มุ่งยกระดับคุณภาพในทุกมิติ เพื่อก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพในการแข่งขัน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยอมรับในเวทีการศึกษาระดับโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน
********************************************

