
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดตัว “ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย” (Thailand Household Cost of Living Index: CLI) เครื่องมือใหม่สำหรับสะท้อนภาระค่าใช้จ่ายที่ครัวเรือนไทยต้องแบกรับจริงในระดับประเทศและภูมิภาค ชี้ค่าครองชีพครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีค่าดัชนีและภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงสุด ขณะที่เกือบ 50% ของภาระที่เพิ่มขึ้นมาจากค่าเดินทางและขนส่ง

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่าคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดตัว “ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย” (Thailand Household Cost of Living Index: CLI) เป็นครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อเป็นเครื่องมือในการสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทยในแต่ละช่วงเวลา โดยจัดทำทั้งในระดับประเทศและรายภูมิภาค
การจัดทำดัชนี CLI มีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มข้อจำกัดของการใช้ตัวเลขเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อไม่สามารถสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ครัวเรือนไทยในแต่ละพื้นที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด และต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวถึงผลการศึกษาว่า ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย (CLI) สะท้อนให้เห็นว่าภาระค่าครองชีพของครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 โดยดัชนี CLI ระดับประเทศอยู่ที่ 114.4 ในไตรมาส 2 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 110.8 ในไตรมาส 3 และคาดว่าจะอยู่ที่ 111.9 ในไตรมาส 4
เมื่อพิจารณาในระดับภูมิภาค พบว่า กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีดัชนี CLI สูงที่สุด และมีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในรูปตัวเงินสูงที่สุด โดยในไตรมาส 2 ครัวเรือนในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 10,170.3 บาทต่อครัวเรือนต่อไตรมาส รองลงมาคือภาคใต้ 8,960.9 บาท ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 8,362.4 บาทต่อครัวเรือนต่อไตรมาส
สำหรับโครงสร้างภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น พบว่า เกือบ 50% มาจากค่าเดินทางและขนส่ง รองลงมาคือ อาหารและเครื่องดื่ม 23.9% และ ที่อยู่อาศัย 16.4% สะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนด้านการเดินทางและการขนส่งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อภาระค่าครองชีพของครัวเรือนไทย
รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวว่า จากผลการศึกษาดังกล่าว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มีข้อเสนอแนะเพื่อให้การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพมีความตรงจุดมากขึ้น ดังนี้
1. ใช้ดัชนี CLI เป็นเครื่องมือกำหนดนโยบาย
รัฐบาลควรติดตามดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนเป็นรายไตรมาส โดยจำแนกตามภูมิภาค อาชีพ และระดับรายได้ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดค่าจ้าง สวัสดิการ และมาตรการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่ายที่ครัวเรือนแต่ละกลุ่มเผชิญจริง
2. ออกมาตรการช่วยเหลือให้เหมาะสมกับแต่ละภูมิภาค
กรุงเทพฯ และปริมณฑลควรให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าเดินทางและค่าโดยสาร ขณะที่ภาคใต้ควรเน้นการลดต้นทุนด้านการขนส่งสินค้าและพลังงาน ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือควรให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในด้านน้ำมัน เครื่องจักร ปัจจัยการผลิต และการขนส่งผลผลิต
3. ลดต้นทุนอาหารตั้งแต่ต้นทาง
ควรลดต้นทุนการผลิต เช่น ปุ๋ย อาหารสัตว์ พลังงาน และโลจิสติกส์ พร้อมส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับผู้บริโภคโดยตรง เพื่อลดการส่งผ่านต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งไปยังราคาอาหาร
4. ช่วย SMEs ลดต้นทุนแทนการควบคุมราคา
ภาครัฐควรสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลดภาระค่าไฟฟ้าและต้นทุนการขนส่งในช่วงที่จำเป็น รวมถึงสนับสนุนการประหยัดพลังงาน เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถบริหารต้นทุนได้โดยไม่จำเป็นต้องผลักภาระทั้งหมดไปยังราคาสินค้าและบริการ

ทั้งนี้ ดัชนีค่าครองชีพครัวเรือนไทย (CLI) นับเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยสะท้อนภาพภาระค่าครองชีพของประชาชนในมิติที่ใกล้เคียงกับชีวิตประจำวันมากขึ้น และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดนโยบายเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ความแตกต่างของครัวเรือนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
*****************************************

