เปิดเส้นทางอาชีพนักกายภาพบำบัดสู่ความสำเร็จ ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่รุ่นน้อง กภ.ชฎาภรณ์ เพิ่มเพ็ชร์ ศิษย์เก่ากายภาพบำบัด รุ่นแรก ม.รังสิต

แรงบันดาลใจจากการเห็นเพื่อนที่เจ็บป่วย ผสานกับการสนับสนุนจากครอบครัว ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางวิชาชีพกายภาพบำบัดของ พี่เจี๊ยบ–กภ.ชฎาภรณ์ เพิ่มเพ็ชร์ ศิษย์เก่ารุ่นแรกของคณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งได้ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตการเรียนและการทำงาน พร้อมแบ่งปันแนวคิดในการพัฒนาตนเองและการก้าวข้ามอุปสรรค จนประสบความสำเร็จในวิชาชีพ และได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ในพิธีมอบรางวัลรังศิษยานุสรณ์ รุ่นที่ 6 ในงานปัจฉิมนิเทศ ประจำปีการศึกษา 2568 ของคณะกายภาพบำบัดและเวชศาสตร์การกีฬา

          พี่เจี๊ยบเล่าว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัดสินใจเลือกเรียนกายภาพบำบัด รุ่นแรก ของมหาวิทยาลัยรังสิต เพราะพ่อและแม่ต้องการให้พี่เจี๊ยบซึ่งเป็นลูกสาวคนกลางทำงานในสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ เช่น พยาบาล หรือเภสัชกร แม้เดิมทีพ่อแม่จะอยากให้เรียนพยาบาล แต่ตัวเองไม่ชอบเพราะไม่ต้องการทำงานที่ต้องอดตาหลับขับตานอน และในช่วงที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้น สอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐบาลไม่ได้ ประจวบเหมาะกับที่มหาวิทยาลัยรังสิตเปิดสอนคณะกายภาพบำบัดฯ เป็นปีแรกพอดี คุณพ่อและคุณแม่จึงสนับสนุนให้มาเรียนที่นี่

          “อีกจุดเปลี่ยนหนึ่งที่สำคัญ เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนรุ่นเดียวกันคนหนึ่งเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตก เมื่อไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลและเห็นว่าเพื่อนได้รับการรักษาและฟื้นฟูด้วยการฝึกกายภาพบำบัด ทำให้พี่เริ่มมองเห็นภาพลักษณ์ของวิชาชีพนี้ชัดเจนขึ้น และรู้สึกว่าตนเองน่าจะเดินในเส้นทางนี้ได้ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ตัดสินใจเรียนที่นี่”

มหาวิทยาลัยรังสิตในขณะนั้นแม้จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่เปิดใหม่ แต่มีความทันสมัยมาก โดยเฉพาะเครื่องมือและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ลงทุนสูง รวมถึงคณาจารย์ในรุ่นแรกก็มีความทุ่มเทในการสอนและใกล้ชิดกับลูกศิษย์เป็นอย่างมาก เปรียบเสมือนเป็นพี่น้องที่ช่วยกันผลักดันให้ประสบความสำเร็จ การตัดสินใจในครั้งนั้นเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและไม่ผิดหวังเลย เพราะวิชาชีพนี้ทำให้สามารถสร้างเนื้อสร้างตัว เลี้ยงดูครอบครัว และมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานจนถึงปัจจุบัน

          ชีวิตหลังเรียนจบของพี่เจี๊ยบ เริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็วและน่าสนใจที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ. หาดใหญ่) โดยในช่วงที่ยังเป็นนักศึกษา พี่เจี๊ยบได้ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นจังหวะพอดีกับที่มีตำแหน่งงานว่างลง ทางโรงพยาบาลเห็นแววจากการฝึกงาน ประกอบกับเป็นคนพื้นเพทางภาคใต้ จึงได้มีการทาบทามให้เข้าทำงาน

“หลังจากเรียนจบและมีการประกาศรับสมัคร พี่ได้สมัครและเริ่มทำงานทันทีในวันที่ 1 เมษายน 2534 โดยที่ยังไม่ได้เดินทางกลับบ้านเลยหลังจากเรียนจบ และปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์เป็นเวลาประมาณ 4 ปี หลังจากนั้นคุณแม่ไม่สบายและไม่สะดวกในการเดินทางมาที่หาดใหญ่ จึงได้ตัดสินใจโอนย้ายไปประจำที่โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช เพื่อจะได้ดูแลคุณแม่ได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งก็ปฏิบัติงานอยู่ที่นั่นมาจนถึงปัจจุบันในตำแหน่ง นักกายภาพบำบัดชำนาญการพิเศษ”

          สำหรับรางวัล “รังศิษยานุสรณ์ รุ่นที่ 6” โดยส่วนตัวไม่ได้คาดหวัง แต่เมื่อได้รับรางวัลจริง ๆ รู้สึกภูมิใจมากจากใจลึก ๆ

“ที่ผ่านมามักจะได้ยินข่าวศิษย์เก่าท่านอื่นได้รับรางวัลนี้มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็รู้สึกยินดีกับทุกคน แต่สำหรับตัวเองนั้นไม่เคยคิดว่ารางวัลนี้จะมาถึงตนเอง รางวัลนี้เปรียบเสมือนสิ่งที่ช่วยเพิ่มพลังในจิตใจ ทำให้รู้สึกว่าความมุ่งมั่นและความตั้งใจในการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้น ทางคณะและมหาวิทยาลัยมองเห็นและให้ค่า โดยปกติจะเป็นคนประเภทที่หากตั้งใจทำอะไรแล้วจะเก็บไว้ในใจ ไม่ค่อยบอกใครจนกว่าจะทำสิ่งนั้นสำเร็จ และแม้จะสำเร็จแล้วก็มักจะแอบดีใจอยู่เงียบ ๆ คนเดียว รางวัลนี้จึงเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่รู้สึกดีใจและภูมิใจเป็นอย่างมาก”

          นอกเหนือจากรางวัลแล้ว พี่เจี๊ยบมีความตั้งใจที่จะช่วยขับเคลื่อนวิชาชีพตามที่ตั้งปณิธานไว้ คือการไม่เคยปฏิเสธรับนักศึกษาฝึกงานจากมหาวิทยาลัยใดก็ตามที่ติดต่อเข้ามา เพราะถือว่านี่เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่สามารถทำเพื่อช่วยเหลือน้อง ๆ และพัฒนาวิชาชีพกายภาพบำบัดต่อไปได้

สุดท้ายได้ฝากถึงน้อง ๆ ที่สนใจเรียนกายภาพบำบัดในยุคนี้ โดยเน้นย้ำว่าการเลือกเรียนกายภาพบำบัดเป็นทางเลือกที่ “ไม่ผิดพลาด” และเป็นการเลือกที่ถูกต้อง เพราะในปัจจุบันประเทศไทยยังมีความต้องการนักกายภาพบำบัดอีกเป็นจำนวนมาก และยังมีการเร่งให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ผลิตบุคลากรในด้านนี้เพิ่มขึ้น

ต้องบอกว่ากายภาพบำบัดในยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การดูแลผู้ป่วยแบบเดิม ๆ อีกต่อไป แต่เป็นวิชาชีพที่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและสนับสนุนได้ในทุก “Service Plan” ของโรงพยาบาล ซึ่งมีความหลากหลายและกว้างขวางขึ้นมาก จากประสบการณ์ตรงของพี่เจี๊ยบ วิชาชีพนี้สามารถนำไป “สร้างตัว สร้างครอบครัว” และก้าวไปสู่ตำแหน่งทางวิชาการในระดับสูงสุดได้ วิชาชีพนี้เป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ มีความสำคัญต่อระบบสาธารณสุข และสามารถสร้างความสำเร็จในชีวิตได้อย่างแท้จริง

**************************************

Leave a Reply