สถิติสุดช็อก! ย้อนดู 6 นัดชิงบอลถ้วยล่าสุดที่ “เชลซี” พลาดท่าแบบติด ๆ

ขอแสดงความยินดีกับทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่สามารถเอาชนะ “สิงห์บลู” เชลซีไปได้ในฟุตบอลคาราบาวคัพนัดชิงชนะเลิศ ด้วยประตูชัยจากเวอร์จิล ฟานไดค์ ในนาทีที่ 118 ส่งให้ลิเวอร์พูลคว้าถ้วยคาราบาวคัพเป็นสมัยที่ 10 ในประวัติศาสตร์ ขยายระยะห่างออกจากแชมป์ตลอดกาลอันดับ 2 อย่างแมนเชสเตอร์ ซีตี้ (8 สมัย) ออกไปอีก รวมถึงกระโดดข้ามแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกลับขึ้นไปเป็นทีมฟุตบอลที่คว้าถ้วยแชมป์ได้ 68 รายการ เป็นจำนวนที่มากที่สุดบนเกาะอังกฤษ

แต่สำหรับทีมผู้แพ้อย่างเชลซี พวกเขายังคงพบกับความผิดหวังต่อเนื่องในประเทศ เพราะถึงแม้จะสามารถคว้าแชมป์สโมสรโลกปี 2022 ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 2021 และแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก 2021 มาได้ พวกเขาก็ไม่มีถ้วยในประเทศติดไม้ติดมือมาตั้งแต่คว้าเอฟเอคัพในปี 2018 แล้ว แถมการพ่ายแพ้ในครั้งนี้ยังถือเป็นการพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศของรายการฟุตบอลถ้วยภายในประเทศเป็นครั้งที่ 6 ติดต่อกัน มากที่สุดเป็นสถิติของเกาะอังกฤษ ซึ่งในวันนี้เราจะมาดูกันว่า ใน 5 นัดชิงก่อนหน้านี้ เกิดอะไรขึ้นบ้าง

5 นัดชิงที่ “เชลซี” พลาดท่าแบบติด ๆ

            คาราบาวคัพ 2019 แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 4-3 ในการดวลจุดโทษ: หลังจากที่สามารถคว้าแชมป์เอฟเอคัพในปี 2018 มาได้ด้วยการเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชลซีก็ได้กลับมาที่เวมบลีย์อีกครั้งเพื่อมาชิงถ้วยคาราบาวคัพกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และหลังจากที่จบเวลา 120 นาทีก็ไม่มีใครทำอะไรกันได้ เสมอกันอยู่ 0-0 แต่เกิดจังหวะที่น่าจดจำขึ้นเมือ “เกป้า อาริซซาบาลาก้า” ที่ดูเหมือนจะมีอาการบาดเจ็บ ปฏิเสธคำสั่งของเมาริซิโอ้ ซาร์รี่ ไม่ยอมเปลี่ยนตัวออกนอกสนาม และยืนยันจะอยู่เซฟจุดโทษในการดวลจุดโทษ ทำให้เกิดภาพในตำนานของ “โค้ชเกป้า” หรือ “ผู้จัดการทีมเกป้า” ว่อนไปทั่วอินเตอร์เน็ต และก็กลายเป็นจุดถกเถียงยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อเกป้าไม่สามารถช่วยเซฟให้ทีมชนะแมนเชสเตอร์ซิตี้ได้

            เอฟเอคัพ 2020 แพ้อาร์เซน่อล 1-2: ในยุคโควิด เชลซีสามารถกลับเข้าไปชิงแชมป์เอฟเอคัพได้อีกครั้ง โดยครั้งนี้เป็นการดวลกับคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล โดยเชลซีสามารถทำประตูขึ้นนำได้ก่อนจากปีกอเมริกัน คริสเตียน พูลิสิช แต่มาโดนลูกเบิ้ลของ ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมย็องในนาทีที่ 28 และ 67 ช่วยพาอาร์เซน่อลคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้เป็นสมัยที่ 14 ในขณะที่เชลซีแพ้บอลถ้วยเป็นรายการที่ 2 ติดกัน

            เอฟเอคัพ 2021 แพ้เลสเตอร์ 0-1: การพ่ายแพ้ในครั้งนี้เจ็บแสบยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ เพราะเชลซีที่กำลังจะคว้าแชมป์ยุโรปในสัปดาห์หลังจากนั้น กลับพลาดท่าแพ้ทีมกลางตารางฟอร์มดีอย่างเลสเตอร์ ซิตี้ ไปอย่างพลิกล็อก ด้วยประตูสุดสวยจากกองกลางชาวเบลเยียม ยูริ เตเลม็องส์ ที่ทำให้เลสเตอร์สามารถคว้าแชมป์บอลถ้วยเอฟเอคัพได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จ

            คาราบาวคัพ/เอฟเอคัพ 2022 และคาราบาวคัพ 2023 แพ้ลิเวอร์พูลใช่แล้วล่ะครับ บอลถ้วยในประเทศ 3 ครั้งล่าสุดของเชลซี คือการดวลกับลิเวอร์พูลที่เวมบลีย์ และเสมอกัน 0-0 ในเวลาปกติ 90 นาทีทั้ง 3 เกม และยาวไปจนถึง 120 นาที 2 เกม 118 นาทีอีก 1 เกม และแพ้ให้ลิเวอร์พูลไปทั้ง 3 ครั้งแบบมือเปล่าข้ามปี เรียกได้ว่าลิเวอร์พูลเป็นฝันร้ายของเชลซีในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจริง ๆ

ส่องผลงานเชลซีในปี 2024: เด่นถ้วย บ๊วยลีก

            ตั้งแต่ที่ปฏิทินเปลี่ยนปีจาก 2023 เป็น 2024 เชลซีก็เหมือนกลายเป็นทีมกลางตารางที่มีฟอร์มในบอลถ้วย (cup run) ที่โดดเด่นกว่าใครเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นการเอาชนะมิดเดิ้ลสโบรห์ด้วยสกอร์รวม 6-2 ในรอบรองชนะเลิศของถ้วยคาราบาวคัพ และเข้าชิงไปแพ้ให้กับลิเวอร์พูล หรือการเอาชนะคู่แข่งได้ 3 รอบติด ๆ ในศึกเอฟเอคัพ ทั้งเปรสตัน นอร์ธ เอนด์, แอสตัน วิลล่า และลีดส์ ยูไนเต็ด จนได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบ 8 ทีมสุดท้ายกับอริเก่า เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ปัจจุบันอยู่ในแชมเปี้ยนชิพ

            แต่กับผลงานในศึกพรีเมียร์ลีก เรียกได้ว่าคนละเรื่อง เชลซียังไม่สามารถแสดงผลงานที่มีความคงเส้นคงวาได้เลยแม้แต่นิดเดียว โดยตั้งแต่ 13 มกราคม 2024 พวกเขาลงเล่นเกมลีกไปแล้วทั้งหมด 6 เกม ชนะ 2 เสมอ 2 เเพ้ 2 ยิงได้ 9 ประตู เสียไป 12 ประตู ร่วงลงไปรั้งอันดับ 11 ในครึ่งตารางท่อนล่างเรียบร้อย ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าเชลซีจะขยายสถิติแพ้บอลถ้วยนัดชิง 7 รายการติดต่อกันได้หรือไม่ หรือว่าจะสามารถกระเตื้องฟอร์มในลีกและคว้าตั๋วกลับไปเล่นฟุตบอลยุโรปได้อีกครั้ง ท่านผู้อ่านสามารถเสี่ยงดวงกันได้ที่ JBO โดยเข้าผ่านทางเข้า JBO ตรงนี้ได้เลย

ผู้เล่นผลงานเด่นของเชลซีในปี 2024

            ช่วงนี้ ผู้เล่นที่โดดเด่นและได้รับการพูดถึงมากที่สุดในบรรดานักเตะเชลซีก็คงหนีไม่พ้น “หนุ่มเลือดเย็น” โคล พาล์มเมอร์ ที่ทำไปแล้ว 12 ประตูและ 10 แอสซิสต์ในทุกรายการ ครองอันดับหนึ่งในตารางผู้ทำประตูและทำแอสซิสต์ของทีม

ตารางดาวซัลโวของเชลซี

  1. โคล พาล์มเมอร์ 12 ประตู
  2. นิโคลัส แจ็กสัน 11 ประตู
  3. ราฮีม สเตอร์ลิง 8 ประตู
  4. เอ็นโซ่ แฟร์นันเดซ 7 ประตู
  5. มิไคโล่ มูดริก 5 ประตู
  6. โนนี่ มาดูเอเก้ / คอนเนอร์ กัลลาเกอร์ 4 ประตู
  7. แอ็กเซล ดิซาซี่ / ติอาโก้ ซิลวา 3 ประตู
  8. คริสโตเฟอร์ เอ็นคุงคู / อาร์มันโด โบรย่า 2 ประตู
  9. เบอร์นัวต์ บาดิอาชิเล่ / คาร์นี่ย์ ชุคควูเมก้า / ลีวาย โคลวิลล์ 1 ประตู

ตารางผู้ทำแอสซิสต์ของเชลซี

  1. โคล พาล์มเมอร์ 10 แอสซิสต์
  2. มาโล กุสโต 7 แอสซิสต์
  3. ราฮีม สเตอร์ลิง / คอนเนอร์ กัลลาเกอร์ 6 แอสซิสต์
  4. นิโคลัส แจ็กสัน 3 แอสซิสต์
  5. มิไคโล่ มูดริก / มอยเซส ไคเซโด 2 แอสซิสต์
  6. เบอร์นัวต์ บาดิอาชิเล่ / เอ็นโซ่ แฟร์นันเดซ / โนนี่ มาดูเอเก้ / คาร์นี่ย์ ชุคควูเมก้า / เบ็น ชิลเวลล์ / รีซ เจมส์ / ลีวาย โคลวิลล์ 1 แอสซิสต์