เวทีเสวนาชี้เทรนด์ผู้บริโภคใส่ใจสินค้าเพื่อความยั่งยืนแนะผู้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่ Net Zero

เวทีเสวนา “Fast Track to the Net Zero” ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ โดยกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) เผยผลสำรวจผู้บริโภคทั่วโลก มีแนวคิดให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้น โดย ดาว ประเทศไทย ในฐานะบริษัทวัสดุศาสตร์ที่เน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน ได้แชร์ความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างสรรค์ solution และการปรับกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่คุณค่าให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมแนะผู้ประกอบการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero เพื่อตอบโจทย์ทิศทางผู้บริโภคฉลาดเลือก ขณะที่กลุ่มพันธมิตร Alliance to Plastic Waste เน้นย้ำการจัดการพลาสติกเหลือใช้อย่างเป็นระบบภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนทั้งผนึกความร่วมมือระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

ผลสำรวจทางการตลาดระดับโลกโชว์ผู้บริโภคใส่ใจด้านความยั่งยืนมากขึ้น

ในงานเสวนา Fast Track to the Net Zero มีการเสวนาในหัวข้อย่อยที่น่าสนใจมากหัวข้อหนึ่ง คือ “Winning the Smart Consumers : Sustainable Path to Superior Growth” โดย ชีวานนท์ ปิยะพิทักษ์สกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ประเทศไทยและมาเลเซีย, Kantar, Worldpanel Division หนึ่งในผู้ร่วมวงเสวนา ได้เปิดเผยถึงรายงานการสำรวจผู้บริโภคของบริษัทวิจัยทางการตลาดระดับโลกอย่าง Kantar ซึ่งจัดทำร่วมกับพาร์ทเนอร์และเก็บข้อมูลผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่องกว่า 88,000 คน จาก 26 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เพื่อเจาะหาข้อมูลเชิงลึก (insight) ของผู้บริโภคในด้านความยั่งยืน เชื่อมโยงไปยังการซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค ซึ่งจากรายงานพบว่าผู้บริโภคกลุ่มที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องสิ่งแวดล้อม มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนเป็นครึ่งหนึ่งของประชาการโลกในปี 2030 โดยจากการสำรวจพบว่าวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ยิ่งเร่งให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากกว่าที่เคย

โดยสิ่งที่ผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมีความกังวลหลักๆ คือ ประเด็นเรื่องภาวะโลกรวน หรือ Climate change ปัญหาน้ำเสีย ปัญหาขยะพลาสติก และมลพิษทางอากาศ รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่า โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้มีความตั้งใจจะดำเนินการเพื่อลด carbon footprint และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ใช้บรรจุภัณฑ์ที่สามารถเติม ใช้ซ้ำ และรีไซเคิลได้ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมด้านความยั่งยืน

“ผู้ผลิตและค้าปลีกจำเป็นต้องเริ่มดำเนินการ (ด้านความยั่งยืน) ณ ตอนนี้ เพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” ชีวานนท์กล่าว

แนะผู้ประกอบการปรับกระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

ในโอกาสนี้ ผู้ประกอบการอย่าง Dow ในฐานะบริษัทวัสดุศาสตร์ระดับโลกที่เน้นนวัตกรรมและความยั่งยืน ได้แบ่งปันความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างสรรค์ solution และการปรับกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งนอกจากตอบสนองผู้บริโภคที่สนใจด้านความยั่งยืนแล้ว ยังเป็นการสร้างตลาดสินค้าเพื่อความยั่งยืนให้เพิ่มมากขึ้น

โดย จิรวาเรศ พึ่งสุจริต ผู้อำนวยการฝ่ายขาย Home & Personal Care, Dow Consumer Solutions ASEAN and Australia & New Zealand กล่าวว่า จากการศึกษา พบว่าแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภคจะหันมาให้ความสำคัญกับการสินค้าที่ได้มาซึ่งวัตถุดิบในการผลิตที่มีความยั่งยืน เช่น บรรจุภัณฑ์ต้องสามารถ รีไซเคิล ได้ ทั้งนี้ ในส่วนของ Dow ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ที่อยู่รอบๆ ตัวผู้บริโภค จึงลงทุนเม็ดเงินจำนวนมากเพื่อบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยจะให้ความสำคัญในการจัดหาวัตถุดิบในการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบน้อยลง และผลิตภัณฑ์สามารถย่อยสลายได้ในสิ่งแวดล้อม หรือ สามารถรีไซเคิล ได้ รวมทั้งมีกระบวนการผลิตที่ประหยัดพลังงานและใช้พลังงานสะอาดในการผลิต โดย Dow ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง คือ การใช้พลังงานสีเขียวในการผลิตให้ได้ ถึง 60% ในอีก 2 ปีข้างหน้า

จิรวาเรศ แนะว่า “ผู้ผลิตควรเริ่มทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และให้มีความยั่งยืน โดยเริ่มจากกระบวนการผลิตให้เป็น green process เพื่อลด Carbon Footprint ใช้วัตถุดิบ (feedstock) จากธรรมชาติ เป็นผลิตภัณฑ์ biodegradable ที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ไปจนถึงแหล่งผลิต”

เน้นย้ำการจัดการพลาสติกเหลือใช้อย่างเป็นระบบภายใต้แนวคิด Circular Economy

นิโคลัส โคลเลช รองประธานโครงการ Alliance to End Plastic Waste ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกเพื่อการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ชี้ให้เห็นว่า บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนนั้น นอกจากวัสดุในการผลิตแล้ว ส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การจัดการหลังการใช้งานเพื่อความยั่งยืน ซึ่งหลักการที่สำคัญ คือ ทำให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเหล่านั้นเข้าสู่วงจรเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อให้เกิดการใช้ซ้ำหรือ รีไซเคิล ไม่ให้พลาสติกเหลือใช้ทั้งหลายหลุดรอดออกออกไปสู่สิ่งแวดล้อม โดยกลุ่ม Alliance to End Plastic Waste เป็นความร่วมมือของเหล่าบริษัทผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์รวมถึงผู้ประกอบการในธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่มีเป้าหมายเพื่อความยั่งยืน ร่วมเป็นสมาชิกและทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันให้เกิดความรู้ความเข้าใจและการดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในการจัดการขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ Alliance to End Plastic Waste เองนั้น มีการดำเนินโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการจัดการขยะพลาสติก ร่วมกับองค์กรอื่นๆ กว่า 40 โครงการทั่วโลก โดยโครงการที่ประสบความสำเร็จ อาทิ โครงการวังหว้า หรือ Wangwa Model จังหวัดระยอง ในประเทศไทย ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในฐานะชุมชนต้นแบบที่นำขยะมาใช้ประโยชน์ได้อย่างครบวงจร นำไปสู่การจัดการขยะแบบยั่งยืน นอกจากนั้นยังมีโครงการจัดการขยะเพื่อเข้าสู่กระบวนการ รีไซเคิล ในบาหลี อินโดนีเซีย และโครงการเก็บขยะพลาสติกในมะนิลา เมืองหลวงของฟิลิปปินส์“การผสานความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน” นิโคลัสกล่าว

ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมชุบชีวิตขยะพลาสติก สร้างมูลค่าเพิ่ม

ด้าน อีเจ หลิว Senior Sales Leader, Packaging and Specialty Plastics, Dow Southeast Asia/ Australia New Zealand กล่าวในวงเสวนาว่า Dow เดินหน้าพัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่เพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุที่ทำเป็นบรรจุภัณฑ์สามารถ รีไซเคิล ได้ โดยนำเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีความแข็งมีคุณภาพดีแต่ใช้วัตถุดิบน้อยลง มองหาวัตถุดิบทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน ที่ช่วยลด carbon footprint รวมถึงพยายามจำกัดการปล่อยคาร์บอนจากทุกหน่วยการผลิตของบริษัทฯ ทั่วโลก

โดย case ที่ Dow ประสบความสำเร็จในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน case หนึ่งในประเทศไทย คือ การออกแบบถุงบรรจุข้าวสารสำหรับขายปลีก ที่ร่วมกับพันธมิตรกลุ่ม CP ซึ่งบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวที่ไม่เพียงแต่เป็นบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุชนิดเดียว หรือ mono material ที่สามารถรีไซเคิล ได้ง่าย แต่ยังลดความหนาลงถึง 20% ทำให้ใช้เม็ดพลาสติกที่เป็นวัตถุดิบน้อยลง แต่ยังคงความแข็งแรงในการป้องกันสินค้า ซึ่งการลดใช้วัตถุดิบก็สามารถลด carbon footprint ลงได้ นอกจากนั้น Dow ยังพัฒนาหลากหลายบรรจุภัณฑ์ภายใต้คอนเซ็ปท์เศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สู่ NET Zero อาทิ ฟิล์มหุ้มขวดพลาสติกที่ยังบางลง แต่เหนียวและแข็งแรง ถุงรีฟิลที่ใช้วัตถุดิบในการผลิตน้อยลง และยังสามารถรีไซเคิลได้เป็นต้น

ในทัศนะของอีเจ พลาสติกเป็นวัสดุที่มีประโยชน์ที่สุดในการทำบรรจุภัณฑ์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงผลกระทบของขยะพลาสติกที่มีต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นปัญหาที่ต้องร่วมกันจัดการแก้ไข ซึ่งหลัก Circular Economy คือการหมุนเวียนนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ เป็นแนวทางที่มีประสิทธฺภาพในการจัดการขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

“ถ้าเราสามารถชุบชีวิตให้ขยะพลาสติก ทำให้พลาสติกเหลือใช้หมุนเวียนกลับมาใช้ได้อีกเรื่อยๆ ก็จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มหาศาล อีกทั้งยังลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจอีกมากมาย” อีเจ กล่าวสรุป

#

เกี่ยวกับ ‘ดาว’
Dow (ดาว) เป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกซึ่งพัฒนาและผลิตวัสดุชนิดต่าง ๆ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีเป้าหมายที่จะสร้างการเติบโตทางธุรกิจและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับโลกด้วยความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รวมทั้งการดำเนินงานที่เป็นเลิศด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล Dow มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทด้านวัสดุศาสตร์ (Materials science) ชั้นนำของโลกในด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน ด้วยการทำงานที่มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และให้การยอมรับบุคคลากรที่มีความหลากหลาย กลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชันทางวิทยาศาสตร์ของ Dow เน้นตอบโจทย์การใช้งานในอุตสาหกรรมที่สำคัญและมีการเติบโตสูง เช่น อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ยานยนต์ การก่อสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน การผลิตเครื่องอุปโภคบริโภค เป็นต้น ปัจจุบัน Dow มีฐานการผลิต 104 แห่งใน 31 ประเทศ และมีพนักงานประมาณ 35,700 คน โดยมียอดขายในปี พ.ศ. 2564 ประมาณ 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท) สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.dow.com หรือติดตามทวิตเตอร์ @DowNewsroom
เกี่ยวกับ ‘กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย’
กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow Thailand Group) เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 และได้ร่วมกับบริษัท เอสซีจี ก่อตั้งกลุ่มบริษัทร่วมทุนเอสซีจี-ดาว ในปี พ.ศ. 2530 (ในปี 2565 เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้รีแบรนด์เป็น เอสซีจีซี) โดยในปัจจุบัน กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ประกอบด้วยบริษัทซึ่ง Dow เป็นเจ้าของเพียงผู้เดียว และกลุ่มบริษัทร่วมทุนเอสซีจีซี-ดาว นอกจากนี้ ยังมีบริษัทร่วมทุนระหว่าง Dow และ โซลเวย์ในประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของ ดาว ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก โดยมีโรงงานหลายแห่งตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง ตลาดหลักของกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทยได้แก่ อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ การก่อสร้าง ยานยนต์และการขนส่ง สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ได้ที่ https://th.dow.com/en-us  หรือติดตามเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/DowThailandGroup/