โรงเรียนนานาชาติแอสเตอร์ กรุงเทพ จัดงาน Open Houseชูความโดดเด่นด้านหลักสูตรจากประเทศอังกฤษ พร้อมจุดแข็งที่ตั้งใจกลางเมือง เปิดวิชั่นมุ่งพัฒนาเด็กก้าวสู่ “Global Citizenship” ที่มีคุณภาพ

โรงเรียนนานาชาติแอสเตอร์ กรุงเทพ หรือ ASTER INTERNATIONAL SCHOOL Bangkok จัดงาน Open House เปิดบ้านให้ทุกคนได้สัมผัสความเป็นโรงเรียนนานาชาติระบบสหราชอาณาจักร (British Curriculum) ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งเชื่อมต่อถนนหลักอย่างสาธุประดิษฐ์ และถนนนราธิวาสราชนครินทร์ และเพียงไม่กี่นาทีจากถนนสีลม สาทร และย่านสุขุมวิท ย่านธุรกิจ ตอบโจทย์การเดินทางของพ่อแม่ผู้ปกครอง
เสริมความแข็งแกร่งด้วยประสบการณ์ของผู้ก่อตั้ง ดร.ปาริตา เสือพันธ์ ที่จบการศึกษาปริญญาเอกด้าน Comparative and International Education จาก Teachers College, Columbia University มหาวิทยาลัย Ivy League ชื่อดัง และคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการศึกษา และการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนมาอย่างยาวนาน ซึ่งมาพร้อมกับความมุ่งมั่นในการพัฒนาเด็กให้ก้าวสู่ความเป็น “พลเมืองโลก” ที่มีคุณภาพ ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงเรียนนานาชาติ แอสเตอร์ กรุงเทพ กลายเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องการมอบโอกาสทางการศึกษาคุณภาพมาตรฐานระดับสากลให้แก่บุตรหลานในยุคนี้

ดร.ปาริตา เสือพันธ์


ดร.ปาริตา เสือพันธ์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติแอสเตอร์ กรุงเทพ (ASTER INTERNATIONAL SCHOOL Bangkok) เปิดเผยว่า โรงเรียนนานาชาติแอสเตอร์ กรุงเทพ นำเสนอความโดดเด่นในเรื่องการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาระบบสหราชอาณาจักร ซึ่งได้รับการยอมรับทั่วโลกว่าเป็นระบบที่สามารถมอบการศึกษาที่รอบด้าน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเติบโตที่มีคุณภาพให้แก่เด็กๆ โดยชูเรื่องการศึกษา “แบบองค์รวม” ที่จะช่วยพัฒนาเด็กนักเรียนทั้งด้านวิชาการและด้านอารมณ์ มุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับบริบทต่างๆ ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อช่วยให้เด็กมีความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต และพัฒนาเด็กให้ก้าวสู่ความเป็น “พลเมืองโลก” หรือ “Global Citizenship” ในศตวรรษที่ 21 อย่างมีคุณภาพ

จากเป้าหมายดังกล่าว โรงเรียนจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมทักษะด้าน “ภาษา” ให้กับเด็กๆ เพื่อเป็นเครื่องมือในการหาความรู้ และปฏิสัมพันธ์กับคนทั่วโลก และทำให้เด็กสามารถรับความรู้ได้จากหลายทาง ทั้งเป็นประตูในการก้าวสู่ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งไม่เพียงภาษาอังกฤษ แต่ยังรวมถึงภาษาอื่นๆ ที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะภาษาไทย โดยโรงเรียนได้นำหลักสูตรภาษาไทยสำหรับโรงเรียนนานาชาติ ของกระทรวงศึกษาธิการ มาพัฒนาให้แข็งแรงขึ้นและบรรจุเป็นหนึ่งในวิชาพิเศษให้เด็กๆ ได้รับการเสริมทักษะทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน เพื่อแก้ปัญหาการขาดทักษะการสื่อสาร “ภาษาไทย” ที่มักเกิดขึ้นกับเด็กที่จบจากโรงเรียนนานาชาติ

โดยหนึ่งในวิธีที่นำมาใช้คือ ตั้งกฎให้เด็กทุกคนต้องอ่านหนังสือภาษาไทยให้จบปีละเล่ม ตามความเหมาะสมของแต่ละช่วงวัย เพื่อเพิ่มโอกาสในการหาความรู้ และการทำงานในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่อาศัยและเติบโตในประเทศไทยในระยะยาว นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเสริมทักษะด้วยภาษาทางเลือกอื่นๆ โดยมีการบรรจุหลักสูตรภาษาจีนกลาง และภาษาฝรั่งเศส เข้าไปในระบบการเรียนการสอนตั้งแต่ Year1 เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายสร้างเด็กสู่การเป็น “พลเมืองโลก” ที่มีคุณภาพ


โรงเรียนนานาชาติแอสเตอร์ กรุงเทพ มีวิสัยทัศน์ มุ่งสร้างเด็กที่นอกจากมีความฉลาดแล้ว ต้องให้เด็กมีความตระหนักรู้ถึงตัวเองและสังคม และความปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกของสังคมทั้งสังคมท้องถิ่นและสังคมโลก ซึ่งสะท้อนจากชื่อโรงเรียนที่มาจาก “ดอกแอสเตอร์” สัญลักษณ์ที่แสดงถึง Wisdom และ Love คือ เป็นโรงเรียนที่สร้างเด็กที่มี Wisdom และสร้างโรงเรียนด้วยความรัก นอกจากนี้ ดอกแอสเตอร์ยังเป็นสัญลักษณ์ของ Star นั่นคือการส่งให้เด็กไปถึงดวงดาว ให้เขาส่องแสงและเติบโตขึ้น


ดร.ปาริตา กล่าวว่า เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โรงเรียนมีการผลักดันให้เด็กๆ ได้สร้างสรรค์กิจกรรมที่มุ่งให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันกับชุมชน และสังคมรอบตัว โดยเน้นกิจกรรมที่ Empower ซึ่งกันและกัน อาทิ การวางแผนกิจกรรมในอนาคตให้นักเรียนได้ออกไปสอนภาษาอังกฤษให้กับน้องๆ ที่หูหนวกและให้น้องๆ ได้มีโอกาสสอนภาษามือ หรือปัจจุบันเด็กนักเรียน Year 6 มีการจัดกิจกรรมอ่านหนังสือหรือนิทานให้น้องๆ Early Years ฟังทุกสัปดาห์ซึ่งจะช่วยสร้างสังคมแห่งการให้และรับให้เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง
อีกความโดดเด่นที่แตกต่างจากโรงเรียนนานาชาติทั่วไป คือ ความเป็น “Inclusive School” หรือความเป็นอินเตอร์ของโรงเรียนนานาชาติแอสเตอร์ กรุงเทพ ที่อยู่ในระดับสูง ด้วยมีนักเรียนจาก 37 ประเทศ และมีสัดส่วนของเด็กชาวต่างชาติที่สูงถึง 50% ซึ่งมาจากความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพของครู บวกกับการมีหลักสูตรภาษาจีนและฝรั่งเศษ ที่ทำให้โรงเรียนเป็นตัวเลือกแรกๆ ของพ่อแม่ผู้ปกครองของกลุ่มบริษัทข้ามชาติในประเทศไทย

ดร.ปาริตา กล่าวว่า โรงเรียนนานาชาติแอสเตอร์ กรุงเทพ ยังให้ความสำคัญกับเรื่อง “การออกแบบ” เพื่อสร้างสรรค์ออกมาเป็นสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพเด็กอย่างรอบด้านอย่างแท้จริง ซึ่งได้ DWP บริษัทออกแบบภายในพร้อมรางวัลการันตีในระดับโลก ที่มีประสบการณ์การออกแบบด้านการศึกษา มาเป็นผู้ออกแบบพื้นที่ห้องเรียน และ Learning Space โดยเน้นให้พื้นที่สำหรับการเรียนการสอนเชื่อมโยงกับพื้นที่สีเขียวภายนอกอาคาร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “จากห้องเรียนสู่ธรรมชาติ” หรือ Learning Beyond Limit เพื่อไม่ให้การเรียนรู้ของเด็กๆ ถูกปิดกั้นแค่ในห้องสี่เหลี่ยม แต่เปิดโอกาสการเรียนรู้อย่างไร้ขีดจำกัด นอกจากนี้ ยังเสริมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตั้งแต่ อาหาร ที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ และรสชาติ, ห้องประชุมใหญ่ Auditorium, สระว่ายน้ำ, สนามบาสเก็ตบอล, สนามฟุตซอล, ห้องดนตรี ฯลฯ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาทักษะทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนของเด็กอย่างรอบด้าน


โรงเรียนนานาชาติแอสเตอร์ กรุงเทพ เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้น Nursery-Year 13 โรงเรียนให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องคุณภาพ โดยปัจจุบันโรงเรียนมีครู 30 คน และผู้ช่วยครูอีก 11 คน ซึ่งครูประจำชั้นและประจำ Core Subjects ทุกคนต้องมีประกาศนียบัตร QTS (Qualified Teacher Status) จากประเทศอังกฤษ ซึ่งจากการตอบรับที่ดีจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ทำให้มีเด็กนักเรียนเข้ามาสมัครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนตั้งเป้าในการรับนักเรียนจำนวนสูงสุดไว้ที่ 550-600 คน ซึ่งคาดว่าจะเต็มภายใน 2-3 ปีข้างหน้า
ดร.ปาริตา กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำโรงเรียนนานาชาติแอสเตอร์ กรุงเทพ ได้รับความไว้วางใจจากพ่อแม่ผู้ปกครอง เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คือการให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพในทุกๆ ด้าน ทั้งครูผู้สอน ระบบการเรียนการสอน หลักสูตรที่ใช้ การออกแบบพื้นที่เรียน อาหาร ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาที่เปิดกว้างที่สุดให้กับเด็กนักเรียนทุกคน พร้อมพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระยะยาว ซึ่งถือเป็น Commitment ที่โรงเรียนมีกับเด็กๆ ทุกคน

โดยเชื่อว่าองค์ประกอบทั้งหมดนี้จะทำให้โรงเรียนนานาชาติ แอสเตอร์ กรุงเทพ จะสามารถก้าวไปสู่โรงเรียนนานาชาติชั้นนำที่พ่อแม่ผู้ปกครองนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ
สำหรับแนวโน้มของโรงเรียนนานาชาติจากนี้ มองว่ายังตงเติบโตต่อเนื่อง จากเทรนด์ของ Global ที่ทุกสิ่งเชื่อมถึงกัน ทำให้ด็กๆ สามารถหาความรู้ได้ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย รวมถึงการทำงานในอนาคตที่จะมีความ Global มากขึ้น ซึ่งโรงเรียนนานาชาติสามารถตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ด้วยหลักสูตร ภาษา และวิธีการสอนที่ให้เด็กคิด และประยุกต์ใช้ เพื่อสามารถรับมือกับกระแสโลกที่เปิดกว้าง และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว