เติบโตท่ามกลางวิกฤต Growing through Crisis


คุณพนิดา แคร์โรลล์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทแคร์โรลล์ เพรพ จำกัด และหนึ่งในกรรมการศูนย์การเรียนรู้ Carroll Preparatory Primary & Preschool

เราเริ่มจากเป็นสถาบันสอนภาษาเด็กเล็กๆ ในบองมาร์เช่ จตุจักร กรุงเทพ มีพนักงานรวมตัวเราเอง 4 คน ช่วงปี 2019 ที่เราเริ่มรู้จักกับไวรัสโควิด 19 มันคือวิกฤตการณ์ที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อน

เราเคยผ่านน้ำท่วมกรุงเทพมาแล้ว ประท้วงก็ผ่านมาแล้ว พอเจอโควิดก็มีหวั่นนิดหน่อย ถ้าเทียบกับวิกฤตแรกๆ เราเครียดน้อยกว่า เหมือนเริ่มชิน ธุรกิจทั่วประเทศได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม การล็อคดาวน์กรุงเทพฯ ที่ตัชนี GDP อยู่ที่ 40% ทำให้ทั้งคนและงานหายไปแล้วเกือบครึ่ง คนก็ตกงาน ไม่มีกำลังซื้อ การบริโภคมันก็จะหายไป ลูกค้าของเราอาจไม่ได้รับผลกระทบเรื่องงานมากนัก แต่ทำให้ระวังในการจับจ่ายมากขึ้น

ช่วงแรกเราได้รับผลกระทบ เพราะต้องปิดทำการเรียนการสอน ถึงลูกค้าอยากจะบริโภคก็คงบริโภคไม่ได้ ตอนนั้นก็นั่งคุยกันกับสามี คุณ George Carroll ว่า ถ้าเราปิดนานๆแบบนี้ ถึงจุดหนึ่ง เราคงต้องปิดตัวลง อนาคตของเราจะไปทางไหนต่อ เราจะแยกย้ายกันไปทำอะไรต่อ ลูกเราจะไปอยู่ตรงไหนดี เพราะเขาไม่ได้เข้าโรงเรียน พอคิดกันเสร็จแล้ว เรารู้แล้วว่าสุดท้ายเราก็ยังมีชีวิต เรายังมีลูก มีครอบครัว ถึงจะต้องเสียอะไรไป ก็คงไม่เป็นไร เราสบายใจขึ้นแล้วเริ่มคิดทางออกต่อไป

เราจะทำอะไรต่อ? จะหารายได้จากไหนดี?
เราใช้เวลาประมาณ 10 วัน และตัดสินใจว่า เราจะทำสื่อวิดีโอและแบบฝึกหัดสอนการสะกดคำ Phonics เพราะจากประสบการณ์ นี่คือทักษะที่ลูกค้าเราต้องการ แต่ไม่สามารถสอนเองได้ ส่วนใหญ่ไม่มั่นใจจะออกเสียงให้ลูกฟังเอง อยากได้เจ้าของภาษา

เรามีสื่อสิ่งพิมพ์ที่ใช้ในสถาบันอยู่แล้ว ที่ต้องทำคือปรับปรุงให้ดูดีขึ้น และถ่ายทำวิดีโอการเรียนการสอน ขายช่องทางออนไลน์ ในชื่อ Melon Crate (ซึ่งต่อมาเราได้ทำ Application บนมือถือที่ใช้ฝึก Phonics ได้ด้วย ชื่อ Melon Phonics)

ตอนนั้นเราลองทำแบบง่ายๆ ถ่ายเอง ตัดต่อเอง พอทำได้สองสามวิดีโอ เราก็เริ่มเสนอขายเลย เราไม่รอทำจนเสร็จ เราไม่อยากเสียเวลาทำสิ่งที่ลูกค้าไม่ซื้อ เพราะฉะนั้นขายดูก่อน ถ้าซื้อเราทำต่อ

ตอนแรกคิดว่าถ้าได้สักสองหมื่นก็ดีใจแล้ว ถือว่าเป็นเงินเดือนในเดือนนั้นได้ แต่ปรากฎว่าเราขายได้เยอะมาก ได้เงินหลายแสนในเดือนนั้น มากกว่าตอนที่เปิดสอนได้เสียอีก เพราะเราขายได้ทั่วประเทศหรือแม้แต่ที่อยู่ต่างประเทศสามารถซื้อคอร์สเรียนของเราได้ และเป็นการเสียแรงครั้งเดียว ขายได้เรื่อยๆ ช่วงนั้นเราเปลี่ยนมาสอนออนไลน์ ทำสื่อออนไลน์เต็มตัว เรารอดจากโควิดรอบแรกมาได้ด้วยการปรับตัวอย่างรวดเร็วกับสิ่งที่เกิดขึ้น

มีช่วงที่โควิดเริ่มซาลง นักเรียนกลับมาเรียนที่สถาบันได้ เราพบว่า นักเรียนหลายๆคนที่เคยเรียนเสริมภาษากับเราหายไป ในขณะเดียวกัน ชั้นเรียนอนุบาล Homeschool ของลูกเราเองที่เป็นกลุ่มเล็กๆ ดูแลทุกด้านเหมือนไปโรงเรียนมีเด็กจำนวนเยอะขึ้น
เรามองว่าชั้นเรียนอนุบาลขนาดเล็กของเรามีคนต้องการมากขึ้น เพราะปลอดภัย และการศึกษาพื้นฐานเป็นสิ่งที่พ่อแม่รู้สึกว่า ต้องใช้ ต้องจ่าย แตกต่างจากการเรียนภาษาที่เป็นการเรียนเสริม เราจึงมองว่าอยากจะขยายธุรกิจไปในแนวทางนี้ คู่กับธุรกิจเดิม

หลังจากนั้นไม่นาน เราได้มีโอกาศคุยกับบองมาร์เช่ มาร์เก็ต พาร์ค ซึ่งเป็นที่ที่สถาบันภาษาของเราตั้งอยู่มา 10 กว่าปี
บองมาร์เช่ มีโครงการสร้างอาคารใหม่ 2 อาคาร ใกล้ถนน ที่ตั้งเด่นมาก ใครขับรถผ่านก็ต้องเห็น ที่ผ่านมาเราเคยอยู่ด้านหลัง ต้องใช้ทรัพยากรเยอะมากในการทำให้คนรู้จักเรา แต่ด้านหน้าคนจะเห็นเลย เราสนใจมาก แต่ด้วยความที่ตอนนั้นวิกฤตโควิดก็ยังไม่แน่นอน ทำให้ลังเลและไม่กล้า ไม่อยากที่จะต้องตัดสินใจทำงานใหญ่

สามี คือ คนที่ผลักดัน เขามองว่าวิกฤตแบบนี้ ถ้าเราไม่โต เราก็ตาย

พอตัดสินใจแล้วเราก็คุยกับบองมาร์เช่ ว่าเราอยากจะเช่าเหมาชั้น 1 ชั้น ต่อมาขอสร้างชั้นลอย เป็น 1 ชั้นครึ่ง และต่อมามันก็ใหญ่ขึ้นเลยๆ จนเป็น 4 ชั้น เราอยากคุมลิฟท์ของอาคารเพื่อความปลอดภัย ตอนที่เราเซ็น MOU จะใช้ทั้งอาคารทำโรงเรียน เรายังไม่แน่ใจเลยว่าเราจะหาเงินจากที่ไหน เพราะเกินงบ เกินตัวเราไปมาก

คนแรกที่คุยด้วย คือ คุณเดียร์ พริมา เอกมลกุล เป็นนักเรียนของสามีที่เรียนกันมาตั้งแต่เด็ก ปัจจุบันเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษที่ Piccadilly – PICCA School เราเคยร่วมงานกันมาก่อนแล้ว เลยชวนมาทำด้วยกัน คุณเดียร์ คือ คนร่วมลงทุนคนแรก เราจึงจัดตั้งบริษัทร่วมกัน ในช่วงเดือนกันยายน 2563 บริษัทเราขณะนี้มีอายุแค่ปีกว่าๆ เท่านั้นเอง

ผู้ร่วมทุนต่อๆมา คือ คุณพ่อ คุณแม่ ที่รู้จักเรา มีทัศนคติเดียวกันเกี่ยวกับการศึกษา ส่วนใหญ่เรียนจบจากต่างประเทศ ทำให้เข้าใจสิ่งที่เราทำเป็นอย่างดี ผสมกับพยายามหาโรงเรียนให้ลูกแต่ยังไม่เจอที่คลิ๊กจริงๆ จนมาเจอเรา ทุกคนอยากสร้างโรงเรียนดีๆให้กับลูก ไม่น่าเชื่อว่าหุ้นเกือบครึ่งขายได้หมดภายวันเดียว รู้สึกภูมิใจในตัวเองมาก เราได้ทำสิ่งที่เหมือนเป็นได้แค่ฝัน แต่มันเป็นเรื่องจริง

เราขยายจากองค์กร 4 คน เป็น 25 คน ในช่วงปีกว่าๆที่ผ่านมา เราโตขึ้นมาเยอะมาก และได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างจากการลองผิด ลองถูก โดยเฉพาะในด้านของการบริหารจัดการ บุคลากร ปัจจุบันอาคารเรียนขนาด 4 ชั้นของเราใกล้จะเสร็จ อยู่ในขั้นตอนการตกแต่งภายใน คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม 2565 และเราเริ่มดูอาคารสำหรับระดับประถมศึกษา 1-6 ไว้แล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนของการทำ Concept Design และระดมทุน