คณบดีการท่องเที่ยว DPU แนะผู้ประกอบการท่องเที่ยวผลักดันโมเดล BCG


 
รัฐบาลกำลังเดินหน้าแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดล BCG หรือ Bio-Circular-Green Economy ภายใน 7 ปี (พ.ศ.2564-2570)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณฑกานติ ชุบชูวงศ์ คณบดี คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

โดยย้ำถึงการนำแผนงาน BCG ไปใช้ในทุกภาคส่วนเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด โดยแผนนี้แบ่งออกเป็น 13 มาตรการหลัก มาตรการที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวมีอยู่หลายมาตรการ แต่ที่ตรงประเด็นที่สุดคือมาตรการที่ 8 ซึ่งกล่าวถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและการท่องเที่ยวสีเขียว สร้างโมเดลการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการท่องเที่ยวสีเขียวด้วยการใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ สร้างคลัสเตอร์การท่องเที่ยวของจังหวัดหลักและกลุ่มจังหวัดรอง รวมถึงพัฒนาระบบการใช้จ่ายแบบระบบการชำระเงินเดียวสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อจัดทำคลังข้อมูลด้านการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ และถูกคาดหวังว่าจะเป็นพระเอกหลังการเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

การท่องเที่ยวไทยจะนำโมเดล BCG ไปใช้หรือไม่อย่างไร คงยังไม่มีใครตอบได้
ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศไทยพึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยก่อนเกิดสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ในปี 2562 ประเทศไทยนักท่องเที่ยวมาเยือนถึง 39.79 ล้านคน และมีรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 1.93 ล้านล้านบาท สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ว่า รายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็น 18.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) รายได้นี้กระจายไปสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวหลักคือ ธุรกิจที่พัก (28.92%) ธุรกิจการขายสินค้าและของที่ระลึก (24.67%) และธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (21.48%) สิ่งบันเทิง (9.17%) การเดินทางภายในประเทศและค่าทัศนาจร (13.87%) และเบ็ดเตล็ด (1.89%) ตามลำดับ (สำนักปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, 2562)

ส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสาธารณูปโภคของประเทศ เช่น การใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ การเดินทางโดยรถสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศในวงกว้างไม่ว่าจะเป็น การสร้างขยะ การปล่อยน้ำเสีย การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ฯลฯ

สำหรับธุรกิจโรงแรม นโยบายความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) ได้ถูกนำมาใช้โดยการนำของเครือโรงแรมระดับสากล งานวิจัยพบว่ากิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมหลักๆ ที่ดำเนินการโดยเครือโรงแรมสากล คือ การลดขยะและการนำสิ่งที่ใช้แล้วหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ การประหยัดพลังงาน และการประหยัดน้ำ สำหรับในประเทศไทยความรับผิดชอบต่อสังคมก็นำโดยเครือโรงแรมสากลระดับ 4-5 ดาวเช่นกัน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณฑกานติ ชุบชูวงศ์ คณบดี คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

อย่างไรก็ดีสำนักงานสถิติแห่งชาติ(2559) รายงานว่าประเทศไทยมีที่พักทั่วราชอาณาจักรถึง 12,654 แห่ง อยู่ในกรุงเทพฯ 728 แห่ง ภาคกลาง 3,273 แห่ง ภาคเหนือ 2,321 แห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2,204 แห่ง และภาคใต้ 4,128 แห่ง ส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 60 ห้อง) และขนาดกลาง (60-149 ห้อง) เชื่อว่าโรงแรมขนาดเล็กและขนาดกลางนี้ก็น่าจะมีนโยบายประหยัดน้ำและไฟฟ้า เนื่องจากกิจกรรมนี้ส่งผลต่อการลดค่าใช้จ่ายโดยตรง โดยเฉพาะหลังจากสถานการณ์การระบาดใหญ่โควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงแรมอย่างมาก แต่ในประเด็นอื่นๆ ที่ส่งเสริมมาตรการที่ 8 ของ BCG ด้านการท่องเที่ยวสีเขียว เช่น การลดปริมาณขยะ การหมุนเวียนสิ่งที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ การงดใช้ภาชนะที่ทำลายสิ่งแวดล้อม การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะมีการดำเนินการหรือไม่นั้น ยังเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง
สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว ที่เกี่ยวข้องกับการนำนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวและทำกิจกรรมต่างๆ อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มที่สำคัญ คือ กลุ่มธุรกิจนำเที่ยวที่เน้นการบริการนักท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการบริการนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประชุม หรือการท่องเที่ยวแบบเป็นรางวัล ซึ่งอาจเรียกบริษัทเหล่านี้ว่า บริษัทที่รับจัดการประชุม (Professional Convention Organizer or PCO) และบริษัทที่รับจัดการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ณ เมืองปลายทาง (Destination Management Company or DMC ) และกลุ่มธุรกิจที่เน้นการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ทั้งแบบการเดินทางแบบเป็นกลุ่มและไม่เป็นกลุ่มซึ่งอาจเรียกว่า บริษัทนำเที่ยว (Tour operator) ส่วนใหญ่บริษัทท่องเที่ยวชั้นนำที่ทำธุรกิจกับลูกค้าจากบริษัทระดับนานาชาติได้มีการปรับตัวบ้างเรื่องการท่องเที่ยวสีเขียวเพื่อตอบสนองกับความต้องการของลูกค้า

อย่างไรก็ดี ในเมืองไทยมีผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่จดทะเบียนมากกว่า 9,000 ราย การจัดนำเที่ยวเกี่ยวข้องกับการเดินทางและการแวะพักตามจุดท่องเที่ยว จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ดังนั้นการท่องเที่ยวสีเขียวจึงเป็นโจทย์ใหญ่ของทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ในการปรับตัวเพื่อตอบรับนโยบาย BCG
ในมุมมองของนักท่องเที่ยวงานวิจัยของผู้เขียนพบว่า นักท่องเที่ยวมีความต้องการที่จะปฏิบัติตนอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเมื่อเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยแต่ยังมีกับปัญหาและอุปสรรค งานวิจัยนี้ผู้เขียนเก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 330 คน ในเมืองท่องเที่ยวหลัก พบว่านักท่องเที่ยวมีทัศนคติในการต้องการรักษาสิ่งแวดล้อมในระหว่างการท่องเที่ยวแต่ในการปฏิบัติจริงเป็นไปได้ยาก เมื่อถามถึงสิ่งสนับสนุนการท่องเที่ยวเพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พบว่าโดยรวมมีค่าคะแนนค่อนข้างต่ำคือ 2.31 จาก 5 (วัดการมีอยู่ที่นักท่องเที่ยวพบเห็นได้ จากน้อยไปหามาก) คำถามได้แก่ มีข้อมูลแนะนำนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับการปฏิบัติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีโปรแกรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีข้อมูลเกี่ยวกับรถสาธารณะ มียานพาหนะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  มีภาชนะใส่อาหารและเครื่องดื่มที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีถังขยะ (มีถังขยะแบบแยกประเภทขยะ) จากการวิเคราะห์ค่าสถิตินี้พบว่าสาเหตุที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถปฏิบัติตนในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้ก็อาจเนื่องมาจากการบริหารจัดการของภาคส่วนต่างๆ ของประเทศเราเอง แม้ผลการวิจัยนี้จะผ่านมาหลายปี แต่การบริหารจัดการเพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองตามความต้องการของนักท่องเที่ยวที่นิยมแนวทางการท่องเที่ยวสีเขียว มีความสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย และการพัฒนาการท่องเที่ยวไปสู่แผน BCG ใน 7 ปีต่อจากนี้
เป็นที่รู้กันว่าสองปีที่ผ่านมาธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์การระบาดโควิด-19 ซึ่งการแก้ปัญหาด้านการเงินของธุรกิจเป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญกว่า แต่งานวิจัยมากมายพบว่าการดำเนินงานที่รักษาสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคมก็สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เช่นกัน นอกจากนี้ยังพบว่ากิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของธุรกิจท่องเที่ยวนำไปสู่ความพึงพอใจและความต้องการกลับมาซื้อซ้ำหรือกลับมาเยือนซ้ำของลูกค้าอย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์การระบาดโควิด-19 จะเปลี่ยนวิถีการท่องเที่ยวใหม่ที่เน้นความสะอาด ปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และการจัดการและรูปแบบการท่องเที่ยวของประเทศไทยจะถูกตั้งความหวังใหม่โดยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ดังนั้นผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรเร่งทบทวนและพัฒนาการดำเนินงานด้วยมุมมองเรื่องการท่องเที่ยวสีเขียวและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวและนโยบาย BCG การปรับตัวนี้จะนำพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยของประเทศไทยไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง
 
Cr. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มณฑกานติ ชุบชูวงศ์ คณบดี คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์