สสส. ร่วมสถาบันวิชาการคู่ความร่วมมือของชุมชนท้องถิ่นพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่น

timeline_20200129_133602ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเอ็มเพรส จ.เชียงใหม่ มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เวทีสานพลังสูงวัยสร้างเมือง” โดยเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่พื้นที่ภาคเหนือ โดยนางสาวดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การจัดงานเวทีสานพลังสูงวัยสร้างเมือง เพื่อขับเคลื่อนระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่น ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สรุปแนวทางการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่น

พร้อมเสนอทางเลือกนโยบายสาธารณะในการยกระดับการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่น ซึ่งผลการสำรวจในปี 2560 ประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุราว 11 ล้านคน คิดเป็น 17% ของประชากรทั้งหมด คาดว่าภายในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยจะมีคนไทยที่อายุ 60 ปี ขึ้นไป ราว 20% ของประชากรทั้งหมด สำหรับในพื้นที่ภาคเหนือมีข้อมูลจากระบบข้อมูลตำลของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่พื้นที่ภาคเหนือ พบว่าเป็นภูมิภาคที่มีผู้สูงอายุ จำนวน 818,544 คน (23.97%) สถานการณ์การเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สูงอายุ นำสู่ปัญหาและความต้องการการดูแลช่วยเหลือที่เหมือนและแตกต่างกัน เช่น ความต้องการในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยสูงอายุ การเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง รายได้ไม่เพียงพอ เข้าไม่ถึงสวัสดิการและมีความพิการ เป็นต้น

timeline_20200129_133648นางสาวดวงพร กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ปัญหาและความต้องการดังกล่าว สสส. ได้ดำเนินงานพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุของชุมชนท้องถิ่น โดยร่วมกับสถาบันวิชาการคู่ความร่วมมือกับศูนย์เรียนรู้ด้านการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่น 4 สถาบันวิชาการ ได้แก่ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา และคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในพื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัด จำนวน 25 ศูนย์เรียนรู้ด้านการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยชุมชนท้องถิ่น เป็นการถอดบทเรียนรู้ ตำบลเครือข่ายที่ร่วมขับเคลื่อนประเด็นการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ส่งผลให้ชุมชนท้องถิ่นต้องดำเนินการดูแลในลักษณะต่างๆ โดยการนำใช้ทุนทางสังคมของพื้นที่ อย่างน้อย 3 ภาคีเครือข่าย ได้แก่ 1) การจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยการพัฒนานโยบายสาธารณะระดับท้องถิ่น การสนับสนุนงบประมาณหนุนเสริมแหล่งเรียนรู้ 2) การจัดบริการของหน่วยบริการสุขภาพ เช่น ศูนย์ดูแลระยะยาว ศูนย์กายอุปกรณ์ การจัดบริการดูแลกลางวัน (day care) ร่วมกับ อปท. และ 3) ภาคประชาชน เช่น กองทุนสวัสดิการชุมชน กลุ่มอาชีพ กองทุนออมบุญ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น

timeline_20200129_133558ด้านนางจิดาภา อิ่นแก้ว ประธานชมรมอุ่นใจ เทศบาลตำบลแม่ปูคา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตำบลแม่ปูคา ประสบปัญหาเพศชายในวัยทำงานมีอัตราการฆ่าตัวตายสูง จากสถิติของโรงพยาบาลสันกำแพงพบว่าในปี 2552-2554 มีอัตราการฆ่าตัวตายของคนวัยทำงานถึงปีละ 4-5 คน เมื่อทางทีมงาน อสม. ได้ลงเยี่ยมบ้านพบว่า นอกจากปัญหาการฆ่าตัวตายแล้ว ยังพบว่า ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียงส่วนมากต่างหลายคนมีภาวะซึมเศร้า ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป เนื่องจากการสูญเสียลูกหลานที่ฆ่าตัวตาย หรือลูกหลานไม่มีเวลาพูดคุยกับผู้สูงอายุ ดังนั้น การแก้ปัญหาการฆ่าตัวตายและต้องดูแลภาวะซึมเศร้าในกลุ่มผู้สูงอายุควบคู่กันไป ซึ่งเป็นที่มาของชมรมอุ่นใจที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2553
timeline_20200129_133608“นอกจากปัญหาการฆ่าตัวตายแล้วที่มีผลกระทบต่อผู้สูงอายุ และยังอีกสาเหตุหนึ่งที่พบคือ ลูกหลานไม่มีเวลาที่จะมาพูดคุยกับผู้สูงอายุ เพราะต้องทำงานนอกบ้าน วิถีการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไปแตกต่างจากในอดีต ดังนั้นพูดคุยกับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะซึมเศร้าจะช่วยให้ผู้สูงอายุกลับมามีสุขภาพจิตที่ดีได้เช่นกัน  โดยมี อสม.เชี่ยวชาญสุขภาพจิต Caregiver จะเข้ามาดูแลด้วยการเยี่ยมบ้านเดือนละ 1 ครั้ง ซึ่งพบว่า การที่มี อสม.เข้าไปพูดคุยกับผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นตามลำดับ โดยในปีที่ผ่านชมรมอุ่นใจ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน(สำนัก3) สสส.ทั้งในเรื่องของงบประมาณและองค์ความรู้ โดยเฉพาะเรื่องของสื่อความรู้ต่างๆ รวมทั้งการทำแผนที่เดินดินเพื่อวางแผนระบบการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน การอบรมให้ความรู้แก่ อสม.ที่เป็น Caregiver และให้การสนับสนุนในการอบรมกับผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยอีกด้วย”นางจิดาภา กล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลจากระบบข้อมูลตำบลระดับบุคคลและครอบครัว (TCNAP) พบว่า ตำบลแม่ปูคา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ มีกลุ่มเปราะบาง จำนวน 2,237 คน  ของ ได้แก่ ผู้สูงอายุติดเตียง 24  คน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี 14 คน  คนยากจน 857 คน และ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 1,159 คน นอกจากนี้ยังมี ผู้ป่วยจิตเวชที่รับยาต่อเนื่องและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ จำนวน 19 คน ผู้สูงอายุ จำนวน 1,231 คน  แบ่งออกเป็น กลุ่มที่ช่วยตนเองได้ดี (ติดสังคม) 1,126 คน กลุ่มที่พอช่วยเหลือตนเองได้บ้าง (ติดบ้าน) 72 คน กลุ่มที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ (ติดเตียง) 33 คน กลุ่มผู้พิการ คนพิการทั้งหมด จำนวน ผู้พิการ 174 คน  นับว่าเป็นรูปธรรมของการเรียนรู้ปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่องของชุมชนท้องถิ่น เพื่อดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง